( นิติกรรม ไฟล์ ppt)
*นิติกรรม
หมายความว่า
การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร
มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ
เปลี่ยนแปลง
โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ”
การกระทำที่จะเป็นนิติกรรมจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 5 ประการ
1. นิติกรรมต้องเริ่มจากการกระทำของบุคคลโดยการแสดง เจตนา
2. การแสดงเจตนาต้องชอบด้วยกฎหมาย
3. การแสดงเจตนาทำโดยสมัครใจ
4. ผู้แสดงเจตนามุ่งโดยตรงที่จะก่อให้เกิดความผูกพันตาม กฎหมาย
(นิติสัมพันธ์) ตามที่แสดงเจตนาออกมา
5. มีการเคลื่อนไหวในสิทธิคือ เป็นการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน
สงวนหรือระงับสิทธิ
ความสามารถของบุคคลในการทำนิติกรรม
บุคคล หมายถึง สิ่งที่สามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย ดังนั้นโดยหลักแล้วบุคคลย่อมมีความสามารถในการทำนิติกรรมได้ทั้งสิ้น
เว้นแต่บุคคลนั้นจะเป็นผู้หย่อนความสามารถหรือกฎหมายจำกัดความสามารถในการทำนิติกรรมไว้
ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือคุ้มครองผลประโยชน์ของบุคลเหล่านั้น
ผู้หย่อนความสามารถ หมายถึงบุคคลดังต่อไปนี้
1.
ผู้เยาว์ หมายถึง
บุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย ซึ่งบุคคลจะบรรลุนิติภาวะได้
มีเงื่อนไขดังนี้
ก.
อายุครบ 20
ปีบริบูรณ์
ข.
ทำการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการสมรสตามกฎหมายนั้นจะทำได้เมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ โดยได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมของทั้งสองฝ่าย
หรือหากมีอายุน้อยกว่า 17 ปี หากมีเหตุสมควรและมีดุลพินิจของศาลอนุญาตให้สมรสได้
บุคคลดังกล่าวนั้นจะกลายเป็นบุคคลผู้บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย
แม้ต่อมาหย่าขาดจากกันขณะอายุยังไม่ถึง 20
ปี ก็ยังคงเป็นบุคคลผู้บรรลุนิติภาวะเช่นเดิม
2. คนไร้ความสามารถ
หมายถึง คนวิกลจริตที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
และตั้งผู้อนุบาลเป็นผู้ดูแลคนไร้ความสามารถ การทำนิติกรรมของคนไร้ความสามารถนั้น คนไร้ความสามารถจะทำนิติกรรมโดยลำพังไม่ได้
หรือทำโดยได้รับความยินยอมจากผู้อนุบาลไม่ได้มิฉะนั้นนิติกรรมจะตกเป็นโมฆียะ
3.
คนเสมือนไร้ความสามารถ หมายถึง
คนที่ไม่ถึงกับวิกลจริต
แต่มีเหตุบกพร่องบางประการไม่สามารถจัดการงานของตนได้ ศาลจึงตั้งผู้ดูแลคนเสมือนไร้ความสามารถ
เรียกว่า ผู้พิทักษ์
การทำนิติกรรม โดยหลักคนเสมือนไร้ความสามารถทำนิติกรรมได้โดยลำพัง
ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ แต่มีข้อยกเว้นในการทำนิติกรรมบางประเภทเท่านั้นที่กฎหมายกำหนดให้คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือโดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์
หากฝ่าฝืนนิติกรรมตกเป็นโมฆียะ เช่น
การกู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน นำทรัพย์สินไปลงทุนการรับประกัน
การให้โดยเสน่หา การเสนอคดีต่อศาล
หรือการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ เป็นต้น
4.
คู่สมรส หมายความ
ถึงสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายโดยหลักแล้วคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถทำนิติกรรมโดยลำพังตนเองได้ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมสรอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่มีข้อยกเว้นในการทำนิติกรรมบางประเภทเท่านั้นที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส
กฎหมายกำหนดให้การทำนิติกรรมนั้น ๆ คู่สมรสโดยต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งก่อน
หากฝ่าฝืนนิติกรรมตกเป็นโมฆียะเช่น ขาย
แลก เปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่า
3 ปี ให้กู้ยืมเงินให้โดยเสน่หา
ประนีประนอมยอมความหรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
เป็นต้น
แบบแห่งนิติกรรม
แบบของนิติกรรมหรือกรอบพิธีภายนอกของนิติกรรมนั้น โดยหลักแล้วแม้นิติกรรมจะสมบูรณ์เมื่อมีการแสดงเจตนาก็ตาม
แต่การแสดงเจตนาอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องทำตามแบบหรือกรอบพิธีภายนอกของนิติกรรมเสียก่อน มิฉะนั้นมีผลเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบนิติกรรมในทุกเรื่อง
หากนิติกรรมใดกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบไว้ นิติกรรมนั้นอาจสมบูรณ์ได้เพียงการแสดงเจตนา
แบบของนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น สามารถแยกเป็น
4 ประเภทดังนี้
3.1
แบบที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพบนักงานเจ้าหน้าที่เช่น สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
หรือสังหาริมทรัพย์พิเศษซึ่งได้แก่เรือกำปั่นหรือเรือที่มีระวางตั้งแต่
6 ตันขึ้นไป เรือยนต์หรือเรือกลไฟมีระวางตั้งแต่ 5
ตันขึ้นไป แพและสัตว์พาหนะ
แลกเปลี่ยน ให้ จำนอง เป็นต้น กฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
3.2
แบบที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แบบของนิติกรรมประเภทนี้กำหนดเพียงต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้นไม่ได้บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ
เช่น การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท
การจดทะเบียนสถานะของบุคคล ได้แก่การเกิด
การตาย การสมรส การหย่า การรับรองบุตร การรับบุตรบุญธรรม กฎหมายกำหนดให้ต้องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
3.3
แบบที่ต้องทำเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น
การทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองหรือแบบลับ
3.4 แบบที่ต้องทำเป็นหนังสือ
กล่าวคือต้องลงลายมือชื่อในหนังสือที่ทำนิติกรรม หนังสือนั้นจะทำเป็นภาษาต่างประเทศก็ได้ จะเขียนเองหรือพิมพ์ก็ได้ ส่วนลายมือชื่อนั้น หากคู่กรณีต้องการใช้พิมพ์นิ้วมือ
หรือเป็นแกงไดตราประทับ หรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้นแทนการลงลายมือชื่อ
หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนให้ถือเสมือนกับลงลายมือชื่อ นิติกรรมที่ต้องทำเป็นหนังสือ
เช่น สัญญาเช่าซื้อ หรือการทำพินัยกรรมแบบธรรมดา
เป็นต้น
วัตถุประสงค์ของของนิติกรรม
หมายถึงประโยชน์อันเป็นผลสุดท้ายที่ผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมประสงค์จะให้เกิดหรือให้เป็นผลขึ้นมา
เช่น ทำสัญญาซื้อบ้านผู้ซื้อต้องการได้กรรมสิทธ์ในบ้านมาเป็นของตน
ฝ่ายผู้ขายต้องการได้เงินจากการขายบ้าน เป็นต้น
แต่หากนิติกรรมนั้นมีวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
นิติกรรมเป็นโมฆะ
วัตถุประสงค์ของนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมี 3 กรณีดังนี้
1.
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย กล่าวคือมีกฎหมายห้ามไว้ไม่ให้กระทำ
เช่น การซื้อขายยาเสพติด การจ้างฆ่าคน การติดสินบนเจ้าพนักงาน
หรือการทำพินัยกรรมในกรณีที่อายุยังไม่ครบ 15 ปี เป็นต้น
2.
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัย
กล่าวคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้โดยแน่แท้ เช่น
ทำสัญญาซื้อม้าชื่อสิรินภา แต่ม้าตัวดังกล่าวตายก่อนทำสัญญา
ถือว่าสัญญาซื้อขายม้ามีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัย หรือทำสัญญาว่าจะย้ายดอกอินทนนท์มาไว้ที่กรุงเทพฯ ถือเป็นเรื่องมีวัตถุประสงค์เป้ฯการพ้นวิสัยไม่อาจชำระหนี้ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์นั้นได้
3.
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศิลธรรมอันดีของประชาชน
เช่น รับจ้างเป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น
เป็นต้น
การแสดงเจตนาของผู้ทำนิติกรรม
ซึ่งโดยหลักทั่วไปของนิติกรรม ต้องเป็นการกระทำของบุคคลโดยมีการแสดงเจตนา
การแสดงเจตนาจะมีผลสมบูรณ์เมื่อการแสดงเจตนากับการแสดงออกเหมือนกัน
แต่ถ้าการแสดงออกไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงที่มีอยู่ในใจอาจทำให้นิติกรรมนั้นมีผลเป็นโมฆะหรือโมฆียะได้แล้วแต่กรณี
ความบกพร่องของการแสดงเจตนาที่ทำให้นิติกรรมไม่สมบูรณ์มีดังนี้
1.
การแสดงเจตนาซ่อนเร้น หมายถึงการแสดงเจตนาหลอก
เพราะผู้แสดงเจตนาได้แสดงเจตนาออกมาเพียงหลอก ๆ ไม่ต้องการให้มีผลผูกพันจริงจังดังที่แสดงออกมานั้น กล่าวคือปากกับใจไม่ตรงกันผลของการแสดงเจตนาซ่อนเร้นนิติกรรมยังคงสมบูรณ์อยู่
คู่กรณีทั้งสองฝ่ายยังคงมีสิทธิและหน้าที่ตามนิติกรรมที่แสดงออกทุกอย่าง
เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันแท้จริงในใจ
จึงจะทำให้นิติกรรมที่แสดงออกมานั้นตกเป็นโมฆะ แต่หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป นายไข่รู้ว่านายไก่มีเจตนาจะยืมเงิน
และการซื้อขายบ้านนั้นทำเพื่อลวงเท่านั้น มีผลให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ
2.
การแสดงเจตนาลวง หมายถึงคู่กรณีไม่มีเจตนาที่จะทำนิติกรรมกันจริง
ๆ แต่ทำขึ้นเพื่อหลอกบุคคลภายนอก นิติกรรมที่เกิดจากเจตนาลวงตกเป็นโมฆะ แต่ห้ามยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกที่สุจริต
และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น
3.
นิติกรรมอำพราง หมายถึงในระหว่างคู่กรณีจะมีการทำนิติกรรมขึ้นเป็น
2 ลักษณะ กล่าวคือ นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงที่ทำขึ้นเพื่อลวงผู้อื่นให้เข้าใจว่าคู่กรณีได้ตกลงทำนิติกรรมลักษณะนี้กัน
และอีกลักษณะคือ นิติกรรมที่ถูกอำพรางอันเป็นนิติกรรมที่แท้จริงของคู่กรณีที่ปกปิดอำพรางไว้ไม่เปิดเผยให้ผู้อื่นรู้
ดังนั้นในระหว่างคู่กรณีจะต้องบังคับตามนิติกรรมที่ถูกอำพรางนี้ แต่อย่างไรก็ตามนิติกรรมอำพรางนั้น จะต้องทำให้ถูกต้องตาม “แบบ” ที่กฎหมายบังคับไว้ด้วย มิฉะนั้นนิติกรรมอำพรางนั้นย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินไว้กับจำเลยเป็นการอำพรางการจำนอง
นิติกรรมฉบับแรกคือสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมเปิดเผย ย่อมตกเป็นโมฆะ เพราะว่าเป็นการแสดงเจตนาลวง
ส่วนนิติกรรมฉบับหลังคือสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมอำพราง
ในระหว่างคู่สัญญาต้องบังคับตามนิติกรรมอำพราง คือสัญญาจำนองแต่ว่าการจำนองไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้
จึงเรียกไม่ได้ว่าเป็นการจำนองแต่เป็นเพียงการกู้เงินโดยอาศัยเอกสารการขายฝากที่ดินที่ทำกันไว้
ณ สำนักงานที่ดินเป็นสัญญากู้เงิน
4.ความสำคัญผิด เป็นเรื่องการเข้าใจความจริงที่ไม่ถูกต้อง
กล่าวคือเหตุการณ์เป็นอย่างหนึ่งแต่เข้าใจว่าเป็นอีกอย่างหนึ่ง
การสำคัญผิดที่ทำให้นิติกรรมไม่สมบูรณ์แบ่งได้เป็น 2 กรณีคือ
1)
สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม
เป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของนิติกรรมซึ่งมีผลทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ
2.
นายหนึ่งส่งมอบนาฬิกาให้แก่นายสองโดยเจตนาจะฝากไว้ แต่นายสองสำคัญผิดว่านายหนึ่งให้โดยเสน่หา
การให้ถือเป็นโมฆะ
3.
นายเอกให้เงิน 10,000 บาทกับฝาแฝดชื่อนายใหญ่ ซึ่งนายเอกเชื่อว่าเป็นนายเล็กแฝดผู้น้อง ถือเป็นการสำคัญผิดในตัวคู่กรณีที่เกี่ยวข้องในนิติกรรม
การแสดงเจตนาของนายเอกเป็นโมฆะ
2)
สำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน
เป็นความสำคัญผิดในมูลเหตุจูงใจให้ทำนิติกรรม ซึ่งหากเป้ฯการสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์นั้นเป้ฯสาระสำคัญ
จะมีผลในทางกฎหมายทำให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆียะ
5.
การแสดงเจตนาเพราะเหตุกลฉ้อฉล
กลฉ้อฉล หมายถึง การหลอกลวงให้เขาสำคัญผิด ต่างกับสำคัญผิด
เนื่องจากสำคัญผิดเกิดขึ้นจากความนึกคิดของผู้แสดงเจตนาเอง
แต่กลฉ้อฉลเป็นเรื่องการสำคัญผิดซึ่งมิได้เกิดขึ้นจากความนึกคิดของผู้แสดงเจตนาเอง
หากเป็นเพราะมีบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งอาจเป็นคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกมาหลอกลวงให้สำคัญผิด
ผลของการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ
6.
จากแสดงเจตนาเพราะเหตุข่มขู่ การข่มขู่ หมายถึง การทำให้กลัวภัยอันใดอันหนึ่ง เพื่อให้เขาทำนิติกรรม
ถ้าหากไม่ทำตามที่บอกจะได้รับภัยแต่หากการข่มขู่นั้นทำให้อีกฝ่ายหนึ่งกลัวเพราะเป็นสิทธิตามกฎหมาย
หรือเพราะความนับถือยำเกรง ไม่ถือเป็นการข่มขู่ เช่น ขู่ว่าจะฟ้องคดี ขู่ว่าจะบอกเลิกสัญญาหรือเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องเคารพยำเกรง
เช่น ลูกกับพ่อ ศิษย์กับอาจารย์ กรณีเหล่านี้ไม่ใช่การข่มขู่
ความสมบูรณ์แห่งนิติกรรม
การใดที่ถือว่าเป็นการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จะมีผลทำให้นิติกรรมที่ทำขึ้นเกิดความไม่สมบูรณ์
การนั้นต้องมีเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งเกิดขึ้น ได้แก่
1.
ความบกพร่องเกี่ยวกับความสามารถในการทำนิติกรรม ตามมาตรา ๑๕๓
2.
ความบกพร่องเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๑๕๐
3.
ความบกพร่องเกี่ยวกับนิติกรรมอันเป็นการแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมาย
อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา ๑๕๑
4. ความบกพร่องเกี่ยวกับแบบแห่งนิติกรรม ตามมาตรา
๑๕๒
5.
ความบกพร่องของการแสดงเจตนาของบุคคลผู้ทำนิติกรรม ตามมาตรา ๑๕๔-๑๖๗ล
ความไม่สมบูรณ์แห่งนิติกรรม
นิติกรรมที่ทำขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว นิติกรรมสองฝ่ายหรือนิติกรรมประเภทอื่นๆ
ก็ตามหากเข้าหลักเกณฑ์ถูกต้องใน 4 ประการนี้คือ วัตถุประสงค์แห่งนิติกรรม ความสามารถของบุคคลในการทำนิติกรรม
แบบแห่งนิติกรรม และการแสดงเจตนาของผู้ทำนิติกรรม
นิติกรรมนั้นย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย แต่ถ้านิติกรรมนั้นไม่ถูกต้อง
หรือ บกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 ประการ
ดังกล่าวข้างต้น นิติกรรมนั้นก็ไม่สมบูรณ์ ความไม่สมบูรณ์จะมีผลในกฎหมาย 2 ประการ คือ
1. มีผลเป็นโมฆะ หรือ
2. มีผลเป็นโมฆียะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น