1.1 บุคคลธรรมดา ( กฎหมายลักษณะบุคคลไฟล์ ppt)
1.
ความสำคัญของสภาพบุคคล
เนื่องจากบทกฎหมายทั้งปวงมีขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุคคลทั้งสิ้น
ดังนั้นสิ่งที่มีสภาพบุคคล กล่าวคือมีความเป็นคนเท่านั้น
จึงจะมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้ สิ่งที่ไม่มีสภาพบุคคลเช่นสิ่งของทั่วไปล้วนไม่อาจมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้
กับทั้งต้องกลายมาอยู่ใต้บังคับแห่งสิทธิของบุคคลอีกด้วย อย่างไรก็ดี
แม้กฎหมายจะบัญญัติห้ามบุคคลทำร้ายสัตว์
แต่ก็มิได้หมายให้สัตว์มีสิทธิหน้าที่อย่างมนุษย์ กฎหมายเช่นว่าเป็นเพียงการคุ้มครองและรับรองมาตรฐานแห่งศีลธรรมอันดีที่บุคคลพึงมีเท่านั้น การที่บุคคลสามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้ดังกล่าวนี้
เรียกว่าความเป็นสามารถที่จะเป็น "ประธานแห่งสิทธิ" ก็มี เป็น
"ตัวการแห่งสิทธิ"
ก็มีการที่กฎหมายรับรองให้มนุษย์มีสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ยังเป็นการรับรองความเสมอภาคของมนุษย์
และรับรองว่ามนุษย์มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เสมอกันอีกด้วย
2.
การสิ้นสุดลงของสภาพบุคคล
การสิ้นสภาพของบุคคลธรรมดาแบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ
1. การตาย เป็นการสิ้นสภาพบุคคลโดยธรรมชาติ บุคคลจะถึงแก่ความตายตามธรรมชาติ เมื่อหยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้น ได้มีการประชุมทางการแพทย์และกฎหมาย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2531 ที่ประชุมประกอบไปด้วยแพทย์ นักกฎหมาย และบุคคลทั่วไป ได้เห็นพ้องต้องกันว่า การตายเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทางการแพทย์ มิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย
ความหมายของการตายในกฎหมายไทย สามารถตีความได้เหมาะแก่ยุคสมัยได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมอีก
ความหมายของการตายในกฎหมายไทย สามารถตีความได้เหมาะแก่ยุคสมัยได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมอีก
2. การสาบสูญ เป็นการสิ้นสภาพบุคคลโดยผลของกฎหมาย ผู้ใดถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ก็เท่ากับว่าถึงแก่ความตาย
หลักเกณฑ์ของการเป็นคนสาบสูญ
การที่บุคคลได้จากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ ไม่มีใครทราบข่าวคราว ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่ เป็นระยะเวลานานหลาย ๆ ปีนั้น ย่อมก่อให้เกิดความยุ่งยากแก่บุคคลบางจำพวก เช่น บิดา มารดา สามี ภรรยา หรือบุตรของผู้ที่ไม่อยู่ เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของผู้ที่ไม่อยู่ กฎหมายจึงได้บัญญัติเรื่องการสาบสูญขึ้น หลักเกณฑ์ของการเป็นคนสาบสูญมีดังนี้ (มาตรา 61)
1. กรณีธรรมดา ถ้าบุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลา 5 ปี
2. กรณีพิเศษ ระยะเวลาตาม 1. ให้ลดเหลือ 2 ปี
1. นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงครามและหายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว
2. นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง อับปาง ถูกทำลาย หรือสูญหายไป เช่น เรืออับปาง หรือเครื่องบินตก เป็นต้น
3. นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน 2.1 หรือ 2.2 ได้ผ่านพ้นไป ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น เช่น ไปสำรวจในป่าทึบแล้วไม่กลับมา หรือถูกโจรก่อการร้ายจับตัวไป เป็นต้น
3.
สิ่งที่ประกอบเป็นสภาพบุคคล
1.
อายุของบุคคล แต่เดิมในประเทศไทยมิได้มีการกำหนดเกี่ยวกับการนับอายุของบุคคลเอาไว้แม้จะได้มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วก็ตาม
นักนิติศาสตร์ช่วงนั้นจึงตีความว่าให้เริ่มนับตั้งแต่วันรุ่งขึ้นถัดจากวันที่เกิดเพื่อให้เป็นไปตามวิธีการนับระยะเวลาทั่วไปตามประมวลกฎหมายนั้น
เช่น นาย ก เกิดวันที่ 1 มกราคม 2551 อายุของนาย ก จะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2551 เป็นต้นไป ต่อมา
เกิดปัญหาว่าวิธีการดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ
จึงมีการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16 ว่า สำหรับกรณีที่ไม่รู้ทั้งวัน เดือน
และปีเกิดเลย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดวิธีแก้ไขไว้ ในกรณีเช่นว่านี้
มีฎีกาที่ 489 และ 490/2464 5 ธส. 373 ปรากฏว่า ศาลเคยรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุของจำเลยโดยพิจารณาจากสภาพรูปร่างสังขารของจำเลย
กับทั้งยังมีกฎกระทรวงฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2498) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พุทธศักราช2497กำหนดว่า ในกรณีที่ไม่ทราบวัน เดือน และปีเกิดของผู้ใด
ให้นายอำเภอท้องที่นั้น ๆ
สอบปากคำเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงว่าเชื่อกันว่าผู้นั้นมีอายุเท่าใด
โดยประกอบกับการพิจารณาจากสภาพรูปร่างสังขารของผู้นั้นด้วย เรื่องอายุของบุคคลนี้มีความสำคัญต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคลหลายประการ
เช่น การบรรลุนิติภาวะของบุคคล ความสามารถในการทำพินัยกรรมของบุคคล
เป็นต้นปรกติแล้ว การพิสูจน์วัน เดือน ปีเกิดของบุคคล กระทำได้โดยตรวจสอบจากการจดแจ้งไว้ในทะเบียนสำมะโนครัวอันเป็นเอกสารมหาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 127
2.
ภูมิลำเนาของบุคคล "ภูมิลำเนา" หมายถึง ถิ่นที่อยู่อันเป็นแหล่งสำคัญของบุคคล
ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นถิ่นที่อยู่ตามทะเบียนสำมะโนครัวดังที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ
ตามกฎหมายไทย ภูมิลำเนาของบุคคลมีอยู่สองประเภท คือ
ถิ่นที่อยู่อันบุคคลธรรมดาแสดงเจตนาว่าให้เป็นภูมิลำเนา
และภูมิลำเนาของบุคคลประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นการเฉพาะชื่อของบุคคล "ชื่อ" คือ คำตั้งขึ้นสำหรับเรียกคน สัตว์ สถานที่ และสิ่งของโดยทั่ว ๆ
ไปและโดยเฉพาะเจาะจงชื่อของบุคคลนั้นเป็นคำที่ตั้งขึ้นไว้แยกแยะบุคคลหนึ่งออกจากอีกบุคคลหนึ่ง
กฎหมายจึงกำหนดให้บุคคลทุกคนต้องมีชื่อ และชื่อของบุคคลได้
3.
ชื่อของบุคคล ดูเพิ่มเติมที่ พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 และกฎหมายประกอบกฎหมายไทยว่าด้วยชื่อบุคคลฉบับปัจจุบัน
(พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ 2505) กำหนดให้บุคคลที่มีสัญชาติไทยต้องมีชื่อตัว (อังกฤษ: first name) และชื่อสกุล (อังกฤษ: family name หรือ last
name) เมื่อบุคคลคลอดจากครรภ์มารดา
เจ้าบ้านหรือมารดาของบุคคลนั้น แล้วแต่กรณี มีหน้าที่แจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่คลอดภายในสิบห้าวันนับแต่วันคลอด
โดยในการแจ้งเกิดต้องแจ้งชื่อตัวและชื่อสกุลของคนเกิดด้วย บุคคลที่ได้รับพระราชทานราชทินนามจากพระมหากษัตริย์มีสิทธิเอาราชทินนามนั้นมาเป็นชื่อตัว
ชื่อรอง หรือชื่อสกุลก็ได้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้ใดจะมาใช้ชื่ออย่างเดียวกันมิได้
4. สถานะของบุคคล
4. สถานะของบุคคล
สถานะของบุคคล คือฐานะหรือตำแหน่งที่บุคคลดำรงอยู่ในสังคม เช่น เป็นเพศชายหรือเพศหญิง เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นคนไทย หรือคนต่างด้าว เมื่อเรารู้สถานะของบุคคลทำให้เรารู้ถึงสิทธิและหน้าที่ว่ามีอยู่อย่างไร เช่น เพศหญิงไม่ต้องเป็นทหาร เพศชายต้องเป็นทหาร เด็กที่อายุไม่ถึงยี่สิบปีบริบูรณ์ย่อมยังไม่บรรลุนิติภาวะ เมื่อจะทำนิติกรรมต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม คนไทยย่อมมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง คนต่างด้าวไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น
ตั้งแต่บุคคลเกิดจนถึงแก่ความตาย ก็จะต้องมีการจดทะเบียนสถานะของบุคคลหลายอย่างด้วยกัน เช่น เมื่อเกิดมาก็ต้องไปแจ้งเกิดต่อนายทะเบียน เมื่อสมรสก็ต้องไปจดทะเบียนสมรส ทำให้รู้ว่าบุคคลมีอายุเท่าไร บรรลุนิติภาวะแล้วหรือยัง ยังเป็นโสดหรือทำการสมรสแล้ว ทำให้รู้สถิติจำนวนคนเกิดคนตายในแต่ละท้องถิ่น ทำให้รู้จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในเขตหนึ่ง ๆ และรู้จำนวนผู้ที่จะต้องมารับการตรวจเลือกเข้าเป็นทหารในปีหนึ่ง ๆ
5. ความสามารถ
ความสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประการคือ
1. ความสามารถในการมีสิทธิ ทุกคนที่เกิดมาไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย ยากจนหรือร่ำรวย ย่อมมีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกัน แต่สิทธิบางอย่างบุคคลจะมีได้ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ผู้เยาว์มีสิทธิที่จะทำพินัยกรรมได้เมื่อมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์แล้ว
2. ความสามารถในการใช้สิทธิ ในการใช้สิทธิกระทำการต่าง ๆ บุคคลจะต้องมีความสามารถ มีความรู้สึกผิดชอบ เด็กแรกเกิดย่อมสามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้ แต่ไม่สามารถใช้สิทธินั้นได้โดยลำพังตนเอง เนื่องจากยังไร้เดียงสา ไม่อาจใช้ความนึกคิด ไม่มีความรู้ความชำนาญแต่เดิมมานั้น หญิงมีสามีถูกกฎหมายตัดทอนความสามารถหลายประการ เช่น หญิงมีสามีจะทำนิติกรรมผูกพันสินบริคณห์ต้องได้รับอนุญาตจากสามีเสียก่อน แต่ปัจจุบันนี้ กฎหมายที่ตัดทอนความสามารถของหญิงมีสามีได้ถูกยกเลิกไปแล้ว หญิงมีสามีจึงไม่เป็นบุคคลที่หย่อนความสามารถต่อไป รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 30 วรรคสอง บัญญัติว่า "ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน"
บุคคลที่หย่อนความสามารถ หรือถูกกฎหมายจำกัดความสามารถในการใช้สิทธิมี 3 ประเภทคือ
1. ผู้เยาว์
2. คนไร้ความสามารถ
3. คนเสมือนไร้ความสามารถ
1.2
นิติบุคคล
1.
ความหมายคำว่านิติบุคคล นิติบุคคล คือ กลุ่มบุคคล องค์กร
หรือทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เป็นกองทุนเพื่อดำเนินกิจการอันใดอันหนึ่ง ซึ่งกฎหมายสมมุติให้เป็นบุคคลทั้งที่จริงแล้วมิใช่บุคคลเลยเพื่อให้มีสิทธิและหน้าที่ทั่วไปเหมือนบุคคลธรรมดา
และมีสิทธิและหน้าที่โดยเฉพาะตามที่กฎหมายบัญญัติหรือภายในขอบเขตหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือตราสารจัดตั้งหรือในข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น
ๆ นิติบุคคลจะมีได้ก็แต่โดยอำนาจแห่งกฎหมายจัดตั้งขึ้น เดิมเรียกว่า
"บุคคลนิติสมมุติ" หรือ "บุคคลนิติสมมติ"
2.
ประเภทของนิติบุคคล นิติบุคคลนั้นจะมีได้ก็แต่โดยอำนาจแห่งกฎหมายจัดตั้งขึ้น
เช่น พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)
พ.ศ. 2551 บัญญัติให้มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนขึ้นเป็นองค์การมหาชนโดยให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายไทยนั้น แบ่งประเภทนิติบุคคลไว้เป็นเจ็ดจำพวก ดังต่อไปนี้ 1)
ทบวงการเมือง 2) วัดวาอาราม 3) ห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว 4) บริษัทจำกัด 5)
สมาคม 6) มูลนิธิ และ 7) นิติบุคคลอื่น ๆ ที่กฎหมายจัดตั้งขึ้น (มาตรา 65
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ทบวงการเมือง ทบวงการเมือง
(อังกฤษ: administrative department (นิติศาสตร์) ,
public body (รัฐศาสตร์) ) คือ
ส่วนราชการและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่
มีสภาพเป็นนิติบุคคลและมีอำนาจหน้าที่ในทางปกครอง ซึ่งได้แก่
ส่วนราชการและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่
มีสภาพเป็นนิติบุคคลและมีอำนาจหน้าที่ในทางปกครอง ซึ่งได้แก่
1.
ราชการส่วนกลาง (อังกฤษ: central
administration) ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม
และส่วนราชการที่เรียกชื่อย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ประเภทหลังนี้เช่น ราชบัณฑิตยสถานซึ่งมีฐานะเป็นกรมแต่ไม่ได้มีชื่อเรียกกว่ากรม เป็นต้น
2.
ราชการส่วนภูมิภาค (อังกฤษ: provincial
administration) ได้แก่ จังหวัดอย่างเดียวเท่านั้น
ถึงแม้ว่าราชการส่วนภูมิภาคจะแบ่งออกเป็นจังหวัดและอำเภอก็ตาม
อำเภอมิได้มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นนิติบุคคลแต่อย่างใด
3.
ราชการส่วนท้องถิ่น (อังกฤษ: local
administration) ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเทศบาลองค์การบริหารส่วนตำบลกรุงเทพมหานครเมืองพัทยา และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นวัดวาอาราม
วัดวาอาราม (อังกฤษ: monasteries)
หมายเอาแต่วัดวาอารามของพุทธศาสนาซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วเท่านั้น
วัดวาอารามของพุทธศาสนาที่มิได้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ดังกล่าวยังไม่ถือเป็นนิติบุคคล
แต่ให้ถือเป็นสำนักสงฆ์เท่านั้น
ส่วนวัดวาอารามของศาสนาอื่นจะเป็นนิติบุคคลได้ก็ต่อเมื่อจดทะเบียนเป็นวัดวาอารามตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
ๆ แล้ว เช่น กฎหมายว่าด้วยมัสยิดอิสลาม และกฎหมายว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในประเทศไทย
เป็นต้น
ห้างหุ้นส่วน
ห้างหุ้นส่วน (อังกฤษ: partnership)
ที่จะเป็นนิติบุคคลได้ต้องเป็นห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนตามกฎหมายแล้ว โดยมาตรา
1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยว่า ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นจัดตั้งขึ้นได้โดยบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาตกลงกันว่าจะทำกิจการด้วยกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งสันปันส่วนกำไรที่ได้จากกิจการนั้น
แล้วทำสัญญากันไว้เพื่อการจัดตั้งเช่นว่า สัญญานี้เรียก
"สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน" ซึ่งในมาตราถัดมาได้จำแนกห้างหุ้นส่วนเป็นสองจำพวกคือ
1.
ห้างหุ้นส่วนสามัญ (อังกฤษ: ordinary
partnership หรือ universal partnership) คือ
ห้างหุ้นส่วนที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดต้องรับผิดร่วมกันในหนี้ทั้งปวงของห้างนั้น
(มาตรา 1025 และมาตรา 1015 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
2.
ห้างหุ้นส่วนจำกัด (อังกฤษ: limited partnership)
คือห้างหุ้นส่วนที่มีผู้เป็นหุ้นส่วนสองจำพวก
จำพวกหนึ่งมีหน้าที่รับผิดในหนี้ของห้างนั้นจำกัดตามจำนวนเงินที่ตนรับว่าจะลงหุ้น
และอีกจำพวกมีหน้าที่ต้องรับผิดในหนี้ของห้างโดยไม่จำกัดจำนวน (มาตรา 1077
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องจดทะเบียนเสมอ
บริษัทจำกัด (อังกฤษ: limited company) คือ บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ บริษัทจำกัดนี้จะเป็นนิติบุคคลได้ต่อเมื่อจดทะเบียนตามกฎหมายแล้ว (มาตรา 1015 และมาตรา 1096 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
สมาคม (อังกฤษ: association) คือ นิติบุคคลที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะต่อเนื่องร่วมกันและมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน สมาคมต้องมีข้อบังคับและจดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 78 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
มูลนิธิ (อังกฤษ: foundation) คือ ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือเพื่อธารณประโยชน์อย่างอื่น โดยมิได้มุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน และเมื่อได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วก็มีสถานะเป็นนิติบุคคล (มาตรา 110 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)มูลนิธิเป็นคำสมาสระหว่าง "มูล" (รากเหง้า, ทั้งหมดทั้งสิ้น, โคตร) + "นิธิ" (ขุมทรัพย์) แปลว่า บ่อรวมแห่งทรัพย์สิน ทรัพย์สินของมูลนิธินั้นต้องได้รับการบริหารจัดการไปในทางที่มิใช่เพื่อหาประโยชน์ให้แก่บุคคลใด แต่ต้องเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมูลนิธินั้น ๆ ในการจัดตั้งมูลนิธินั้นจะต้องมีการวางข้อบังคับซึ่งอย่างน้อยต้องเกี่ยวกับชื่อมูลนิธิ วัตถุประสงค์ในการดำเนินการ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งมวล ทรัพย์สินที่มีขณะจัดตั้ง วิธีการบริหารจัดการทรัพย์สิน และคณะกรรมการมูลนิธิ โดยจะต้องกำหนดตัวกรรมการมูลนิธิไว้ด้วยเลยในคราวนั้น และตัวกรรมการนี้อย่างน้อยต้องมีสามคนให้เป็นผู้ดำเนินกิจการของมูลนิธิตามกฎหมายและตามข้อบังคับนั้น นิติบุคคลอื่น ๆ นิติบุคคลอื่น ๆ ที่กฎหมายจัดตั้งขึ้น เป็นเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งปัจจุบันนิติบุคคลประเภทนี้ก็มีอยู่อักโข ส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ องค์กร องค์การต่าง ๆ ตามแต่กฎหมายจะระบุให้เป็นนิติบุคคล เช่น การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฯลฯ
บริษัทจำกัด (อังกฤษ: limited company) คือ บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ บริษัทจำกัดนี้จะเป็นนิติบุคคลได้ต่อเมื่อจดทะเบียนตามกฎหมายแล้ว (มาตรา 1015 และมาตรา 1096 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
สมาคม (อังกฤษ: association) คือ นิติบุคคลที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะต่อเนื่องร่วมกันและมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน สมาคมต้องมีข้อบังคับและจดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 78 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
มูลนิธิ (อังกฤษ: foundation) คือ ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือเพื่อธารณประโยชน์อย่างอื่น โดยมิได้มุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน และเมื่อได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วก็มีสถานะเป็นนิติบุคคล (มาตรา 110 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)มูลนิธิเป็นคำสมาสระหว่าง "มูล" (รากเหง้า, ทั้งหมดทั้งสิ้น, โคตร) + "นิธิ" (ขุมทรัพย์) แปลว่า บ่อรวมแห่งทรัพย์สิน ทรัพย์สินของมูลนิธินั้นต้องได้รับการบริหารจัดการไปในทางที่มิใช่เพื่อหาประโยชน์ให้แก่บุคคลใด แต่ต้องเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมูลนิธินั้น ๆ ในการจัดตั้งมูลนิธินั้นจะต้องมีการวางข้อบังคับซึ่งอย่างน้อยต้องเกี่ยวกับชื่อมูลนิธิ วัตถุประสงค์ในการดำเนินการ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งมวล ทรัพย์สินที่มีขณะจัดตั้ง วิธีการบริหารจัดการทรัพย์สิน และคณะกรรมการมูลนิธิ โดยจะต้องกำหนดตัวกรรมการมูลนิธิไว้ด้วยเลยในคราวนั้น และตัวกรรมการนี้อย่างน้อยต้องมีสามคนให้เป็นผู้ดำเนินกิจการของมูลนิธิตามกฎหมายและตามข้อบังคับนั้น นิติบุคคลอื่น ๆ นิติบุคคลอื่น ๆ ที่กฎหมายจัดตั้งขึ้น เป็นเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งปัจจุบันนิติบุคคลประเภทนี้ก็มีอยู่อักโข ส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ องค์กร องค์การต่าง ๆ ตามแต่กฎหมายจะระบุให้เป็นนิติบุคคล เช่น การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฯลฯ
3.
สิทธิและหน้าที่ของนิติบุคคล นิติบุคคลนั้นมีสิทธิและหน้าที่โดยทั่ว ๆ ไปเหมือนอย่างบุคคลธรรมดาแต่จะมีสิทธิและหน้าที่โดยเฉพาะด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ
หรือภายในขอบเขตหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือตราสารจัดตั้งหรือในข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น
ๆ (มาตรา 66 และมาตรา 67 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
สิทธิและหน้าที่โดยเฉพาะดังกล่าว เช่น วัดวาอารามมีวัตถุประสงค์เพื่อการศาสนา
บริษัทมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจการค้าหากำไร พรรคการเมืองที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วมีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการทางการเมือง
เป็นต้น แต่สิทธิและหน้าที่อย่างบุคคลธรรมดา ใช่ว่านิติบุคคลอาจมีได้ทั้งหมด เช่น
นิติบุคคลไม่อาจมีครอบครัวได้จึงไม่มีสิทธิในครอบครัว และนิติบุคคลไม่อาจทำการสมรสและมีบุตรสืบเผ่าพงศ์วงศ์วานได้ก็ไม่มีสิทธิเกี่ยวกับการสมรสและบุตร
เป็นต้น
4. ภูมิลำเนาของนิติบุคคล นิติบุคคลมีภูมิลำเนาได้สามกรณีดังต่อไป
1) ภูมิลำเนาอันเป็นถิ่นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่หรือที่ทำการ
2) ภูมิลำเนาที่เลือกเอาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการตามแต่จะกำหนดไว้ในกฎหมายหรือตราสารจัดตั้ง หรือในข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น ๆ หรือ
3) ภูมิลำเนาอันเป็นที่ตั้งของที่ทำการสาขาหรือสำนักงานสาขา โดยให้เป็นภูมิลำเนาสำหรับกิจการที่ได้ทำ ณ สาขานั้น ๆ
1) ภูมิลำเนาอันเป็นถิ่นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่หรือที่ทำการ
2) ภูมิลำเนาที่เลือกเอาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการตามแต่จะกำหนดไว้ในกฎหมายหรือตราสารจัดตั้ง หรือในข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น ๆ หรือ
3) ภูมิลำเนาอันเป็นที่ตั้งของที่ทำการสาขาหรือสำนักงานสาขา โดยให้เป็นภูมิลำเนาสำหรับกิจการที่ได้ทำ ณ สาขานั้น ๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น